เปิดใจ "หนุ่ม กรรชัย" เล่าจุดเกิดเรื่อง หลังโดน "ดร.เซปิง" ฟ้องหมิ่นประมาท เรียก 50 ล้าน !

คอมเมนต์:

เปิดใจ "หนุ่ม กรรชัย" เล่าจุดเกิดเรื่อง หลังโดน "ดร.เซปิง" ฟ้องหมิ่นประมาท เรียก 50 ล้าน !

    นับเป็นเรื่องราวที่ยื้อมานานเลยทีเดียว หลังหนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ได้รายงานข่าวผ่านรายการโหนกระแส ในเทป FACE OFF ภาค 2 เปลี่ยนหน้าคนเป็นหน้าผี เพื่อตีแผ่ความจริง ว่ามีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน หลังเข้ารับบริการศัลยกรรมตกแต่ง 

    ล่าสุดพิธีกรชื่อดัง หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย เปิดใจหมดเปลือก ถึงประเด็นที่โดน ดร.เซปิง ฟ้องร้องเรียก 50 ล้าน ซึ่งในครั้งนั้น หนุ่ม กรรชัย ได้รายงานข่าวผู้เสียหาย 6 คน ที่เคยเข้ารับบริการศัลยกรรมตกแต่งที่ ดร.เซปิง เป็นผู้จัดหาให้ และในเวลาต่อมาดร.เซปิง มองว่ามีการใส่ความหมิ่นประมาท ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง จึงยื่นฟ้องและเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท 

 

Sponsored Ad

 

    โดยกรรชัยเปิดเผย ความรู้สึกหลังโดนฟ้องว่า "รู้สึกแปลกๆ เพราะเราทำงานเป็นสื่อ เราเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน แล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเขาได้รับความเกิดความเดือดร้อน จากผลที่ได้รับจากศัลยกรรม เขาก็เลยมาออกรายการโหนกระแส 

 

Sponsored Ad

 

    เราก็ถามตามความเท็จจริง แต่ว่าเราไม่ได้ไปบอกว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ เราไม่ได้พูด เราทำตามหน้าที่บริบทของสื่อ สุดท้ายเราก็บอกด้วยซ้ำว่าคู่กรณีของเขาก็ยินดีมาให้ออกอากาศนะ เพื่อที่จะมาชี้แจงอีกมุมหนึ่งเหมือนกัน เราก็อยากจะฟัง"

    "แต่บังเอิญว่าวันนั้นมันมีเหตุการณ์ที่เป็นการบ่งชี้ว่าเกิดเรื่องนั้นจริงๆ ในมุมของตำรวจเขาก็มีการแถลงข่าวเรื่องของคู่กรณีและของผู้เสียหายมาออกรายการอยู่แล้ว ซึ่งก็มีการแถลงข่าว วันนั้นถ้าจำไม่ผิดคือ 4 เมษายน วันนั้นเขาก็ขอมาออกอากาศ เราก็ให้มาเขามาออก"

 

Sponsored Ad

 

    ทั้งนี้กรรชัยได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในการทำข่าวเราหาข้อมูลมาไว้ก่อนนำเสนอทุกครั้งอยู่แล้ว ทั้งนี้ทางตำรวจก็ได้แถลงข่าวด้วย เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันครบหมดอยู่แล้ว

    ผมได้กลับไปย้อนดูเทปหลายครั้ง เราก็ยังยืนยันว่า เราไม่ได้มีการไปหมิ่นประมาทเขาเลยนะ แม้กระทั่งวันนั้นเรารู้ด้วยว่าคู่กรณีที่มานั่งในรายการเราเป็นใคร เราก็ไม่เคยเอ่ยชื่อเขา เพราะเรารู้สึกว่าเอ่ยชื่อไปมันไม่ดีหรอก เราถนอมเขาเหมือนกัน ถ้าเกิดว่าผมมีเหตุเกลียดชัง ผมไม่ชอบเขา หรือผมต้องการจะหมิ่นเขาจริงๆ คงเอ่ยชื่อไปเลย หากถามว่าเอ่ยได้มั้ย เอ่ยได้เพราะว่ามันมีข่าวที่ตำรวจเขาแถลงอยู่แล้ว ตำรวจเขาพูดไปแล้วว่าเป็นใคร แต่นี่ผมก็ไม่พูด แล้วจะไปหมิ่นยังไง”

 

Sponsored Ad

 

    ตอนที่โดนฟ้อง ผมก็ไม่ได้ติดต่อ ไม่ได้มีการพูดคุยอะไรกัน ก่อนอื่นต้องเล่าว่าจริงๆ แล้วระบบกฎหมายอาญาเมืองไทยเป็นระบบกล่าวหาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นใครก็ตามแต่ที่รู้สึกโดนเอารัดเอาเปรียบ ดูถูกดูหมิ่นเกลียดชัง เขามีสิทธิ์ที่จะไปแจ้งความหรือ ไปฟ้องร้องต่อศาลก็ได้ ศาลท่านก็จะต้องรับไว้ไต่สวนมูลฟ้อง พอศาลรับข้อมูลไต่สวนมูลฟ้องเสร็จปุ๊บ ขั้นแรกเนี่ยสมมติว่าคู่กรณีของเราเขารู้สึกว่า เราไปพาดพิงถึงเขา เขาก็ต้องไปชี้แจงกับศาลคนเดียว โจทย์ต้องไปทำให้กับศาลว่ามีอะไรเกิดขึ้น”

 

Sponsored Ad

 

    “เราจะไม่ได้ไปชี้แจงในชั้นนั้น แต่เราจะส่งทนายไปเพื่อไปซักค้านว่ามันเป็นแบบนี้หรือเปล่าเท่านั้นเอง สุดท้ายแล้วของผมจำเลยทั้งหมดมี 7 คน ฉะนั้นผมมั่นใจว่าพอศาลพิจารณาแล้ว น่าจะมีการไปสืบต่อในขั้นพิจารณา โอกาสนั้นแหละ คือโอกาสที่ผมจะได้ไปชี้แจงว่าในมุมของผมเป็นยังไง เพราะว่าตัวโจทย์เขาไปตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งชั้นนั้นเราไม่ได้ไป เรื่องมีอยู่แค่นี้ เรายังไม่ได้แพ้ เรายังไม่ได้ชนะ ยังไม่มีใครผิด ยังไม่มีใครถูก

    ตอนนี้ไม่มีการไกล่เกลี่ยใดๆ เพราะ ยังไม่มีการตัดสินจากศาลนอกจากนี้ ดร.เซปิง ยังเผยอีกว่า พร้อมจะให้อภัยหากหนุ่มขอโทษผ่านสื่อ หนุ่มจึงเปิดใจกับเรื่องนี้ว่า ถ้าเรา "ขอโทษ" แสดงว่าเราผิดแล้ว แต่ ณ วันนั้นศาลยังไม่ได้ตัดสินว่าเราผิดหรือเราถูก เพราะยังอยู่แค่ขั้นแรกเท่านั้นเอง หลังจากไต่สวนมูลฟ้องแล้วท่านก็ผลักไปอยู่ขั้นพิจารณา ท่านยังไม่ได้พิพากษา ยังไม่ได้ตัดสินใดใดกันเลย แล้วถ้าเกิดเราไปขอโทษแสดงว่าเราก็ผิดแล้วสิ เราจะไปขอโทษได้ยังไง เพราะเราก็มั่นใจ ในมุมของคนทำสื่ออย่างเรา เราไม่ได้มีการบิดเบือนข้อเท็จจริง

 

Sponsored Ad

 

    ผมยอมรับข้อเท็จจริงว่า ผมต้องโดนฟ้องเข้าสักวัน เมื่อเลือกมาทำงานทางด้านนี้ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องถอดใจ เพราะเรามั่นใจว่าเราทำงาน เราทำการบ้าน นำเสนออย่างตรงไปตรงมา แล้วเราก็ไม่ได้มีการที่จะไปหมิ่นประมาทใคร

    “ที่สำคัญผมไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับเขา ไม่เคยเกลียดเขา ผมไม่รู้จักเขามาก่อน แล้วอยู่ดีๆ จะไปหมิ่นประมาททำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียงทำไม โอเคอาจจะมีที่คู่กรณีบอกข้อเท็จจริงว่าเขาโดนแบบนี้ คนอาจจะรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง เราก็บอกติดต่อเรามา เรายินดีเป็นกระบอกเสียงให้อยู่แล้ว แต่เมื่อสุดท้ายเขาเลือกที่จะไปฟ้องศาล มันก็เป็นสิทธิ์ของเขาเรามีหน้าที่ไปชี้แจงกับศาล แน่นอนว่าในมุมของสื่อผมมั่นใจว่าทำหน้าที่ถูกต้องแล้วตรงไปตรงมา”

Sponsored Ad

     ผมระวังตัวตั้งแต่แรกตั้งแต่ก้าวขาเข้ามาในรายการโหนกระแส ทุกครั้งที่จะมีการออกอากาศ ก่อนที่จะมีเด็กมาสัมภาษณ์ ผมจะต้องโทรหา กสทช. ถามว่าได้หรือไม่ได้ ทุกครั้งที่มีการออกอากาศภาพรุนแรงไป ผมต้องคอยบอกคนที่สถานีว่าเอาภาพลงครับ ทุกครั้งที่มีการวนลูปเกิน 3-4 ครั้ง ผมบอกว่าพอแล้วครับ ตามกฎของกสทช. ให้ลูปได้แค่ 2 ครั้ง ผมเป็นคนรู้จักคำว่าผิดชอบชั่วดีในสังคม ผมมั่นใจ”

    ผมคงต้องพูดคำว่า มนุษย์เราเลือกเกิดไม่ได้อยู่แล้ว คือเกิดมาแน่นอนว่าในมุมของมนุษย์ต้องเท่าเทียมกัน เพียงแต่ว่าต้นทุนทางสังคมอาจจะไม่เท่ากัน แต่คุณค่าของมนุษย์เท่ากัน ฉะนั้นมีสิทธิ์ที่จะมีปากมีเสียง แต่สุดท้ายแล้วสังคมจะเป็นคนชี้นำเองว่าคุณเป็นคนยังไง

.

.

ชมคลิป

คลิปเปิดไม่ออก >>>>> กดตรงนี้ คลิ๊ก !!!! <<<<<

ที่มา : kanchai, ข่าวสด

บทความที่คุณอาจสนใจ